Kansai Collection

ก่อนหน้ากรุงโตเกียวในคันโต ภูมิภาคตะวันออกทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฮนชู เกาะขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ
KYOTO
SOMETHING IN SCENERY
 
ก่อนหน้ากรุงโตเกียวในคันโต ภูมิภาคตะวันออกทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฮนชู เกาะขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ญี่ปุ่นเคยมีเกียวโตเป็นเมืองหลวง และก่อนหน้าเกียวโต ญี่ปุ่นมีนาราเป็นเมืองหลวง ซึ่งเพิ่งฉลองครบรอบ 1,300 ปี ไปเมื่อ ค.ศ. 2010อดีตเมืองหลวงทั้งสองล้วนตั้งอยู่ในคันไซทางภูมิภาคตะวันตก บริเวณภาคกลางตอนใต้ของเกาะฮนชู อันที่จริงตามประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นย้ายเมืองหลวงมาหลายครั้งซึ่งล้วนอยู่ในคันไซทั้งสิ้น ถ้าอยากสัมผัสต้นตำรับความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมแล้วละก็คันไซเป็นจุดหมายเริ่มต้นที่เหมาะสมทุกประการ     
1/5
KYOTO
SOMETHING IN SCENERY

คนญี่ปุ่นมีความชื่นชมกับธรรมชาติรอบด้าน ถ้าบ้านเรามีสี่ฤดูที่สวยงามแตกต่างกันก็คงมีเหตุชวนให้เคลิ้มตามได้ไม่ยาก จากทางรถไฟสายเก่าปรับเปลี่ยนเป็นเส้นทางรถไฟท่องเที่ยวสายสั้นราวเวลา 25 นาที ในระยะทาง 7 กิโลเมตร ระหว่าง อาราชิยามะ (Arashiyama) ซึ่งเป็นทั้งชื่อภูเขาและชื่อเมืองเล็กๆ กับ คาเมโอกะ (Kameoka) เมืองชนบทในจังหวัดเกียวโต (Kyoto Prefecture) เลียบชมความงามของธรรมชาติป่าเขาไปตามแนวแม่น้ำโฮะซึ (Hozu-gawa River) รู้จักกันในนาม Sagano Romantic Train รถไฟสายโรแมนติก หน้าตาทรงเสน่ห์ย้อนยุค ที่นั่งทำด้วยไม้ทาสีเหลืองสด บางตู้เปิดหลังคาเผยทัศนียภาพได้เต็มตายิ่งขึ้น เป็นที่นิยมมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ยามดอกซากุระบานสะพรั่ง กับช่วงฤดูใบไม้ร่วง ชมใบเมเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แดง ส้ม งามตระการ ถึงขนาดต้องจองตั๋วระบุที่นั่งกันล่วงหน้าเลยเชียว มาช่วงฤดูร้อนใบไม้เขียวชอุ่มดูสดชื่นสบาย ฤดูหนาวหิมะตกขาวโพลนก็สวยแปลกตาไปอีกแบบ จะนั่งรถไฟกลับทางเดิมก็ได้ แต่หลายคนมักเลือกที่จะนั่งเรือท้องแบนล่องไปตามกระแสน้ำเชี่ยวของแม่น้ำโฮะซึ (Hozugawa River Cruises) ย้อนกลับไปยังอาราชิยามะ ผ่านโกรกธารในหุบเขาลึกที่ยังคงธรรมชาติบริสุทธิ์ไร้ฝีมือมนุษย์ปรุงแต่ง ขับเคลื่อนโดยฝีพายและนายเรือผู้ใช้ไม้ไผ่ลำต้นยาวค้ำยันโขดหินน้อยใหญ่อันเป็นวิธีการขับเรือแบบโบราณไปตลอด 16 กิโลเมตร ในเวลาร่วม2 ชั่วโมง ได้เห็นร่องรอยการเดินเรือแบบเดียวกันซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ(Edo period ค.ศ. 1603 - 1868) ก่อนเคยใช้เป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งสินค้าต่างๆ นานนับหลายร้อยปี รวมถึงไม้ซุงและวัสดุอื่นๆ ที่ใช้สร้างบรรดาวัดและปราสาทชื่อดังในเกียวโตและโอซาก้า ครั้นล่วงมาถึงยุคสมัยที่ใช้รถไฟและรถบรรทุกในการขนส่ง ความสำคัญก็ลดหายไป กระทั่งกลายมาเป็นจุดขายยอดนิยมด้านการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 300,000 คนต่อปี
TRAVEL INFO
 
Sagano Romantic Train:  งดบริการทุกวันพุธแต่หากตรงกับวันหยุดราชาการจะทำการเดินรถตามปกติ และหยุดเดินรถถาวรตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคมถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ค่าโดยสารเที่ยวเดียว ผู้ใหญ่ 620 เยน เด็ก 310 เย็น นั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานี Kyoto Station ไปยังสถานี JR Saga-Arashiyama Station ประมาณ 15 นาที แล้วขึ้นรถไฟสายโรแมนติกที่สถานี Torokko Saga Station ซึ่งอยู่อาคารเดียวกับสถานี JR Saga-Arashiyama Station
www.sagano-kanko.co.jp    

Hozugawa River Cruises: ให้บริการตลอดปี นิยมกันมากในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ระหว่างกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมค่าโดยสาร ผู้ใหญ่ 4,100 เยน เด็ก 2,700 เยน ไม่ต้องจองตั๋วล่วงหน้า
www.hozugawakudari.jp

Arashiyama Bamboo Forest: เดิน 10 นาทีจากสถานี JR Saga Arashiyama ไม่มีค่าเข้าชม เปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
 
WHERE TO STAY
 
Hotel New Hankyu Kyoto: Shiokoji-dori, Shimogyou-ku, Kyoto 600-8216
โทร. 075-343-5300
www.hankyu-hotel.com
 
WHERE TO EAT
 
Benkei: 34 Saga-tenryuji Susukino-babacho, Ukyo-ku, Kyoto
โทร. 075-872-3355 ตื่นตากับอาหารหน้าตาประดิดประดอยเด่นด้วยหลากหลายเมนูเต้าหู้ ร้านอยู่ติดริมถนนเผยทิวทัศน์เชิงเขาและแม่น้ำโฮะซึ
หากลองค้นหารายชื่อประเภท “สถานที่ควรไปเห็นก่อนตาย” หรือไม่ก็“รวมป่าสวยงามที่สุดในโลก” เป็นไปได้ว่าต้องมีชื่อป่าไผ่ของอาราชิยามะ(Arashiyama Bamboo Forest) รวมอยู่ด้วยแน่นอน ไม่ไกลเกินเดินจากจุดขึ้นฝั่งหลังล่องเรือเสร็จ เดินผ่านตัวเมืองเล็กๆ ของอาราชิยามะสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขนมและร้านขายของที่ระลึกไม่นานก็ถึงป่าไผ่สีเขียวเลื่องชื่อ ซึ่งเป็นฉากหลังในภาพยนตร์และอะนิเมะมาแล้วหลายเรื่อง แหล่งวัตถุดิบสำหรับหลากหลายผลิตภัณฑ์ของคนพื้นเมือง อาทิ ตะกร้า ถ้วย กล่องและเสื่อ มานับศตวรรษ หนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวทางธรรมชาติน่าอัศจรรย์ที่สุดของญี่ปุ่น ยามสายลมเอื่อยพัดโบกต้นไผ่สูงชะลูดให้กิ่งก้านเสียดสีกันไปมาเบาๆ เกิดเป็นเสียงธรรมชาติเคลื่อนไหวอันแฝงไว้ด้วยความสงบ ไม่กี่ปีที่ผ่านมากระทรวงสิ่งแวดล้อม (Ministry of Environment) ของญี่ปุ่น เลือกป่าไผ่ที่อาราชิยามะให้รวมอยู่ใน “หนึ่งร้อยเสียงของญี่ปุ่นที่ต้องได้รับการอนุรักษ์ไว้” จากเสียงต่างๆ รอบกายในชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมให้คนท้องถิ่นหยุดพักและเพลิดเพลินกับเสียงเพลงแห่งธรรมชาติ ระหว่างทางเดินอันเลี้ยวเลาะไปมามีศาลเจ้าเล็กๆ ชื่อ โนโนมิยะ (Nonomiya) ให้แวะสักการะและขอพร ได้สุขใจกันถ้วนหน้า
OSAKA
CREATION MEETS RECREATION
 
ในอดีตจังหวัดโอซาก้า (Osaka Prefecture) มีซะไก (Sakai) เป็นเมืองท่าที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นมาตั้งแต่ยุคกลางช่วงศตวรรษที่ 15-16 ทว่าซะไกมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาก่อนหน้านั้น จากหลักฐานอ้างอิงพบว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่ในซะไกมาแต่โบราณตั้งแต่ยุคโจมง(Jomon period ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ประมาณ 14,000- 300 ปี ก่อนคริสตกาล) พวกเขาเริ่มต้นสร้างสุสานหรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โคฟุน” (Kofun) มากมายหลายแห่งขึ้นในศตวรรษที่ 5 สมัยที่ญี่ปุ่นยังไม่รวมเป็นประเทศ ที่เป็นที่รู้จักที่สุดคือนินโทคุเทนโนเรียว (Nintoku Tenno-ryo) สุสานรูปรูกุญแจที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อว่าเป็นของจักรพรรดินินโทคุ (Nintoku) ด้วยขนาดความยาว 486 เมตร กว้าง 249-307 เมตร และสูง 35.8 เมตร บนเนื้อที่ราว 464,123 ตารางเมตร ล้อมด้วยคูคลองรอบด้าน เป็นสุสานที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่มหึมาที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในสามสุสานที่เก่าแก่มากที่สุดในโลก รองจากพีระมิดในอียิปต์และสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ในจีน กาลเวลาทำให้พืชพรรณขึ้นปกคลุมสุสานจนกลายสภาพเป็นประหนึ่งป่ากลางเมือง และด้วยเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในสุสานได้ ใครอยากเห็นภาพจากมุมบนต้องขึ้นไปชมจากห้องโถงหอคอยที่ว่าการเมืองซะไก แล้วมาช่วยกันลุ้นว่า สุสานจักรพรรดินินโทคุและสุสานอื่นบริเวณใกล้เคียงในนาม “Mozu-Furuichiki Kofungun”จะได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกขององค์การยูเนสโกในเร็ววันนี้รึไม่
TRAVEL INFO
 
Nintoku Tenno-ryo & Daisen Park: เดิน 5 นาทีจากสถานี Mozu Stationโดยใช้เส้นทาง JR Hanwa LineSakai City Tea House: 2 Mozusekiun-cho, Sakai-ku, Sakai Cityอยู่ภายในสวนไดเซน เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ เวลา 9.00-16.30 น.ค่าพิธีชงชาคนละ 300 เยน
www.sakai-tcb.or.jp/english/feature
 
Daisen Japanese Garden: Daisennaka-machi, Sakai-ku, Sakai Cityโทร. 072-247-1447 อยู่ภายในสวนไดเซน เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ค่าผ่านประตู ผู้ใหญ่ 200 เยน เด็ก 100 เยน
www.daisenteien.jp
 
Bicycle Museum Cycle Center: 18-2 Daisen Nakamachi, Sakai-ku, Sakai City
โทร. 072-243-3196 เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ และวันถัดจากวันหยุดนักขัตฤกษ์เวลา 10.00-16.30 น. ค่าเข้าชม คนละ 300 เยน
www.bikemuse.jp
 
Universal Studios Japan: สถานีรถไฟ JR Universal Cityค่าผ่านประตู ผู้ใหญ่ 6,980 เยน เด็ก 4,880 เยน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.usj.co.jp
 
WHERE TO STAY
 
Hotel New Hankyu Osaka: 1-1-35 Shibata, Kita-ku, Osaka 530-8310โทร. 06-6372-5101
www.hankyu-hotel.com
 
WHERE TO EAT
 
Takomasa: 1-338-1 Hamaderaishizuchonishi, Nishi-ku Sakai-shi, Osaka, 592-8333
โทร. 072-280-1500
ร้านหน้าตาน่ารักตั้งแต่ประตูทางเข้า บรรยากาศสบายเหมือนนั่งอยู่ในบ้าน อาหารทุกเมนูมีปลาหมึกเป็นส่วนผสม
 
Shinsekai JanJan (Shinsaibashi): 1F, Tamaki Bld.South, 1-2-24,Shinsaibashisuji, Chuo-ku Osaka-shi, Osaka, 542-0085
โทร. 06-6282-5055
ร้านอยู่ภายในตึกละแวกมินามิอันครึกครื้นของโอซาก้า เสิร์ฟอาหารแนวคูชิอาเกะ (Kushiage) หรืออาหารเสียบไม้ทอดแบบคันไซ รวมถึงโอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki) ในรูปแบบที่ต่างไปจากที่คุ้นเคย
ฝั่งตรงข้ามสุสานคือสวนไดเซน (Daisen Park) สวนสาธารณะของชาวซะไก มีสถานที่ให้หย่อนใจได้ความรู้มากมาย เริ่มที่ Sakai City Tea House เรือนน้ำชาซึ่งเปิดให้เข้าไปสัมผัสพิธีชงชา มรดกตกทอดทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของญี่ปุ่น สุนทรียศาสตร์แห่งความเรียบง่ายอันเข้มงวด สงบและสง่างาม แยบยลและมีความหมายในทุกกระบวนการ แม้กระทั่งประตูทางเข้าซึ่งไม่สูงมากนัก เวลาเดินเข้าไปภายในเรือนจึงต้องก้มศีรษะ นัยว่าเป็นการให้ความเคารพแก่เจ้าบ้าน เป็นศิลปะที่ได้รับการพัฒนาภายใต้อิทธิพลของพุทธศาสนานิกายเซ็น โดยบิดาแห่งการชงชา เซ็น โนะ ริคิว (Sen no Rikyu) พ่อค้าชาวซะไกโดยกำเนิดผู้ไปทำการค้ากับยุโรปในศตวรรษที่ 16 หากใครสักคนสามารถดื่มความสงบเงียบได้ รสชาติคงเป็นเช่นนี้  ซะไกเป็นบ้านเกิดของพิธีชงชาอย่าคาดหวังว่าจะเจอร้านกาแฟตรานางเงือกสีเขียวเด็ดขาด
หากคุณไม่ใช่คนญี่ปุ่น โอกาสที่คุณอาจไม่เคยได้ยินชื่อเมืองซะไกนั้นเป็นไปได้ แต่ก็อาจเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับจักรยานของเมืองซะไกแทน40-60 เปอร์เซ็นต์ของจักรยานในญี่ปุ่นผลิตขึ้นที่ซะไก ทั้งยังเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนจักรยานรายใหญ่ที่สุดของโลก ผลต่อยอดมาจากความชำนาญในการผลิตเครื่องมือที่ทำด้วยเหล็กมานานนับศตวรรษทั้งมีด ดาบและปืน และนี่คือเหตุผลอธิบายในตัวได้ว่าทำไม Bicycle Museum พิพิธภัณฑ์จักรยานแห่งเดียวของญี่ปุ่นจึงอยู่ที่นี่เดินต่อจากสวนญี่ปุ่นไปไม่ทันเมื่อย ใครที่หลงใหลจักรยานต้องเป็นปลื้มกับคอลเลคชั่นจักรยานเก่าเก็บและเก่าแก่ที่สุดในโลก เสมือนบันทึกลำดับวิวัฒนาการของการออกแบบจักรยานที่ผ่านมาเกือบ 200 ปีนับตั้งแต่บรรพบุรุษจักรยานออกแบบโดยชาวเยอรมันเมื่อ ค.ศ. 1818 ที่ไม่มีแม้แต่คันเหยียบ รุ่นต้นแบบในปี 1879 ซึ่งหน้าตาคล้ายคลึงกับจักรยานที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เรื่อยไปถึงจักรยานของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ จักรยานของนักกีฬาผู้ลงแข่งขันในโอลิมปิกที่แอตแลนต้า ฯลฯ รวมแล้วกว่า 300 คัน
TRAVEL INFO
 
Nara Park: สถานี JR Nara Station เดินต่ออีกประมาณ 15 นาที หรือนั่งรถบัสประมาณ 10 นาที เปิดทุกวัน ไม่เสียค่าผ่านประตูTodaiji Temple: ค่าผ่านประตู ผู้ใหญ่ 500 เยนนักเรียนชั้นประถม 300 เยน www.todaiji.or.jp (ภาษาญี่ปุ่น)
 
Kasuga Taisha Shrine: ค่าผ่านประตู 500 เยน
www.kasugataisha.or.jpNaramachi: เดินจากสถานี JR Nara Station ประมาณ 10-15 นาทีใกล้กับสถานี Kintetsu Nara Station
 
Naramachi Koshi-no-Ie Lattic House: 44, Gangojicho,Nara-shi, Nara โทร. 0742-23-4820 เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์เวลา 9:00 - 17:00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม  S. Imanishi Co., Ltd.,
 
Producer of Harushika: Fukuchiincho 24-1, Nara โทร. 0742-23-2255 เปิดบริการเวลา 8.15 - 17.15 น.ค่าบริการชิมสาเก คนละ 400 เยน มีให้ลองชิม5 ชนิด รวมถึงชนิดที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด
www.harushika.com
 
Yu Nakagawa: 31-1 Ganrin-in-cho, Nara โทร. 742-22-1322 เปิดทุกวัน เวลา 11.00-18.30 น.
www.yu-nakagawa.co.jp
 
WHERE TO STAY
Nara Park Hotel: 4-18-1, Hourai, Nara-shi, 631-0845โทร. 0742-44-5255 www.narapark.jp
 
WHERE TO EAT
Ashibinosato: 29 Wakidocho, Nara-shi, Nara, 630-8337โทร. 0742-26-6662 บรรยากาศอบอุ่น มีทั้งในบ้านและในสวนบางส่วนดัดแปลงโรงเก็บของเป็นห้องกินข้าวส่วนตัวรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มคณะ มีผักดอก บรรจุขาย หนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อของเมืองนารา
มาถึงโอซาก้าแล้วไม่ไปเยือน The Wizarding World of Harry Potter ถือว่าทริปนี้พลาดมหันต์ พระเอกใหม่ล่าสุดของ Universal Studios Japan ซึ่งเพิ่งเปิดต้อนรับเหล่ามักเกิล (Muggle) หรือผู้ไร้เวทมนตร์อย่างเราๆ ท่านๆ ไปเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยทุนสร้างมหาศาลถึง 45,000 ล้านเยน หรือ 442.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เนรมิตพื้นที่ขนาด 36,400 ตารางเมตร นำโลกแห่งคาถาอาคมของพ่อมดน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) จากในหนังสือและหนังฮอลลีวูดสุดฮิต สู่โลกแห่งความสนุกสนานของทุกเพศวัยให้กลายเป็นจริงแค่ก้าวแรกเมื่อเข้าไปยัง Hogsmeade  หมู่บ้านที่เหล่าพ่อมดและแม่มดอาศัยอยู่ จินตนาการที่เคยวาดไว้ก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า อย่างเช่น The Three Broomsticks โรงอาหารโปรดของครูและนักเรียน โรงเรียนเวทมนตร์และคาถาฮอกวอร์ตส (Hogwarts School of Witchcraft and Wizardry) สั่ง Butterbeer เบียร์ไร้แอลกอฮอล์มาดื่มแก้กระหายแถมแก้วกลับบ้านไปเป็นที่ระลึก ร้านขายไม้กายสิทธิ์ Ollivanders มีไม้กายสิทธิ์เป็นตัวเลือกผู้ซื้อเหมือนในภาพยนตร์ ร้านขายขนม Honeydukesที่ขายกบช็อคโกแลต ฯลฯ เรียงรายเป็นทิวแถวสองข้างทาง น่าตื่นตาตื่นใจไปหมด อย่างที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง (J.K. Rowling) เจ้าของบทประพันธ์ให้ความเห็นว่า “I’m delighted that Harry fans in Japan and around Asia can experience a physical incarnation that is so close to what I imagined when writing the books.” ที่เรียกความสนใจได้ชะงัดที่สุดพิสูจน์ได้จากคิวอันยาวเหยียด นั่นคือ The Harry Potter and the Forbidden Journey เครื่องเล่นจำลองการบินอันเต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษแพรวพราวในปราสาทฮอกวอร์ตส (Hogwarts Castle) ซึ่งเพียงเข้าไปในปราสาทความบันเทิงก็เกิดขึ้น ระหว่างทางเดินยาวก่อนถึงคิวเครื่องเล่นที่พาเรากระโจนเข้าสู่การไล่ล่ามังกร Hungarian Horntail และต่อสู้กับผู้คุมวิญญาณ ไปพร้อมกับแฮร์รี่ พอตเตอร์และรอน วีสลีย์(Ron Weasley) ผ่านห้องเรียนและห้องต่างๆ ที่แฟนๆ รู้จักกันดีห้องภาพถ่ายบุคคลที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส ห้องทำงานของดัมเบิลดอร์ (Dumbledore) ห้องเรียนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหนังไม่มีผิด หลังสิ้นสุดการเดินทางต้องห้ามสุดเร้าใจ เลือกซื้อของที่ระลึกเพิ่มเติมได้ที่ชั้นล่างของปราสาท เห็นคนญี่ปุ่นต่อแถวยาวรอชำระเงินจนล้นออกมานอกปราสาทแล้วขอคารวะในความมีวินัยและซื่อสัตย์อย่างหมดใจ
NARA
WHERE JAPAN BEGAN
 
มีหลายเหตุอ้างอิงได้ว่า ญี่ปุ่นเกิดขึ้นที่เมืองนารา เจ้าชายโชโตกุ (Prince Shotoku) บิดาแห่งพุทธศาสนาของญี่ปุ่น ผู้รับเอาวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาจากประเทศจีนเข้ามา ทรงสร้างวัดโฮเรียวจิ (Horyuji Temple) อันยิ่งใหญ่ขึ้นทางตะวันตกของจังหวัดนารา (Nara Prefecture) ราว ค.ศ. 607 ต่อมาเมื่อพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาประจำชาติ ญี่ปุ่นสถาปนานารา (Nara-shi) ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งแรกในปี ค.ศ. 710 จากที่นับถือศาสนาชินโตมาแต่เก่าก่อนและย้ายเมืองหลวงทุกครั้งเมื่อองค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ ตามความเชื่อในลัทธิชินโต อันที่จริงตามตำนานญี่ปุ่นกล่าวไว้ว่า มนุษย์คนแรกที่ปกครองดินแดนคือจักรพรรดิจิมมุ (Jimmu Emperor) ซึ่งสร้างพระราชวังของพระองค์ ณ ที่ราบยามาโตะ (Yamato Plain) ทางตอนใต้ของจังหวัดนารา นั่นก็เมื่อ 660 ปี ก่อนพระเยซูคริสต์จะเกิด ซึ่งหมายความว่าประวัติศาสตร์แต่กาลก่อนทั้งหมดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาและลำธารไหลรินแห่งจังหวัดนารานี่เอง
ตำนานท้องถิ่นเล่าว่าเทพเจ้าองค์หนึ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงเก่าบนหลังกวางสีขาวซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ของตน จากตำนานและความเชื่อที่ว่ากวางเป็นทูตของสวรรค์ เป็นสัตว์ผู้นำสารจากสวรรค์เบื้องบนมายังโลกมนุษย์ ส่งผลให้กวางในเมืองนาราเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาตลอด 1,300 ปี ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับเลือกเป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติ กวางกว่า 1,200 ตัว อาศัยอยู่อย่างอิสระในสวนสาธารณะนารา (Nara Park) และบริเวณใกล้เคียง เดินไปไหนมาไหนตามใจชอบ นักท่องเที่ยวมักซื้ออาหารให้กวางกิน กิจกรรมยอดนิยมก่อนเข้าไปชมวัดและศาลเจ้าต่างๆ ซึ่งกระจายกันอยู่ภายในอาณาเขตสวนบนเนื้อที่ร่วม 6.6 ตารางกิโลเมตร จุดหมายสำคัญที่ต้องมาเยือนคือวัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดพุทธคู่บ้านคู่เมือง สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 8 ในยามที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านตามความเชื่อของจักรพรรดิผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากที่ว่าจะสามารถคุ้มครองชาวเมืองให้รอดปลอดภัยจากภัยพิบัติและโรคร้ายที่ระบาดอยู่ได้ อลังการด้วยหอไดบุตสึ (Daibutsuden Hall) หรือวิหารหลวงพ่อโต (Great Buddha Hall) ในฐานะอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐาน พระพุทธรูปไดบุตสึ พระพุทธรูปหล่อสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดสูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน ตามบันทึกที่เก็บรักษาอยู่ในวัดระบุว่า มีคนมาช่วยสร้างพระพุทธรูปและวิหารมากกว่า 2,600,000 คน วิหารปัจจุบันได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1709 ทดแทนหลังเดิมที่พังทลายจากเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าของเดิม 30% กระนั้นก็ยังคงขนาดความใหญ่ที่สุดในโลกไว้อยู่ดี ใหญ่โตโอฬารขนาดนี้ยืนหยัดด้วยสลักและเดือยที่ประกอบกันขึ้นทั้งสิ้น หนึ่งในมรดกโลกขององค์การยูเนสโกร่วมกับอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์นาราโบราณ (Historic Monuments of Ancient Nara) อีก 7 แห่ง อีกแห่งคือ ศาลเจ้าคะสึงะไทชะ (Kasuga Taisha Shrine) ศาลเจ้าในลัทธิชินโต อาคารสีแดงชาดหลังใหญ่สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 768 ท่ามกลางแมกไม้ที่เจริญเติบโตตามธรรมชาติบริเวณตีนเขาคะสึงะยามะ (Kasugayama) ระเบียงรายซ้ายขวาแขวนโคมไฟสำริดร่วม 3,000 ดวง ได้มาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา ตั้งแต่เจ้าเมือง นักรบ ซามูไร พ่อค้าและชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่ออุทิศให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต สมัยโบราณนักบวชชินโตจุดโคมไฟเหล่านี้ทุกวัน แต่ปัจจุบันจะจุดโคมไฟทุกดวงให้สว่างไสว รวมทั้งโคมไฟหินภายนอกตลอดทางเดินสู่ศาลเจ้า ปีละสองครั้งเท่านั้น ในงานเทศกาลมันโทะโระ (Mantoro) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3 หรือ 4 ของเดือนกุมภาพันธ์ และวันที่ 14-15 ของเดือนสิงหาคม เชื่อกันว่าในคืนนั้นแสงไฟจะช่วยส่องทางให้แก่บรรพบุรุษที่จะกลับมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาเยี่ยมญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ แค่นึกภาพก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันขรึมขลังและสงบนิ่ง
ย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ตึกระฟ้ายังไม่อุบัติขึ้นบนโลก ท่ามกลางย่านการค้าเก่าของนาราหรือนารามาชิ (Naramachi) ซึ่งเป็นทั้งร้านค้าและที่อยู่อาศัยของพ่อค้าท้องถิ่น ยังคงอนุรักษ์กลิ่นอายเมืองเก่าจากต้นศตวรรษที่ 19 ไว้อย่างน่าหลงใหล ผนังปูนปั้นสีขาว หน้าต่างไม้ระแนงดูอบอุ่น เรียบง่าย สบายๆ มีทั้งร้านค้า ร้านอาหารและคาเฟ่น่านั่งลือกันว่าเดวิด โบวี่ (David Bowie) นักร้อง/นักดนตรีชื่อดังชาวอังกฤษมีบ้านส่วนตัวอยู่แถวนี้ บ้านเรือนปลูกติดกันเป็นทาวน์เฮ้าส์หน้าแคบๆ แต่ลึกยาวเข้าไปด้านใน เพื่อประหยัดภาษีซึ่งคำนวณจากพื้นที่หน้ากว้างริมถนนมากกว่าพื้นที่บ้านทั้งหมด เป็นรูปแบบเฉพาะเรียกว่ามาชิยะ (Machiya) เยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่ Naramachi Koshi-no-Ie Lattic House อดีตบ้านพักของพ่อค้าที่เปลี่ยนสถานะเป็นพิพิธภัณฑ์ โครงสร้างโดยรวมประกอบไปด้วยไม้ ดินเหนียว ประตูเลื่อนทำจากไม้และกระดาษ พื้นห้องปูด้วยเสื่อทาทามิ แบ่งออกเป็นสามส่วนส่วนร้านค้า ห้องกลาง และส่วนครัวกับห้องนั่งเล่น พร้อมสวนเล็กๆ ภายในบริเวณบ้าน อย่างที่บอกว่านาราเป็นต้นกำเนิดของญี่ปุ่น สาเก (Sake) หรือเหล้าที่ทำมาจากข้าวของญี่ปุ่นก็เช่นกัน นักบวชชินโตหมักสาเกเพื่อเป็นเครื่องบูชาต่อพระเจ้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ละแวกนี้มีผู้ผลิตสาเกชั้นเลิศยี่ห้อ Harushika ส่งออกยุโรปและอเมริกากว่า 10 ประเทศ ให้บริการชิมสาเกหลากรสจากโรงงานของตนซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1884 สืบทอดธุรกิจครอบครัวมาเป็นรุ่นที่ 5 แล้ว ใครสนใจเลี้ยวเข้าไปรับรองไม่ผิดหวัง ได้เรียนรู้กรรมวิธีทำสาเกและความแตกต่างในแต่ละชนิดว่าสาเกชั้นดีควรมีรสชาติเยี่ยงไร ชิมเสร็จติดใจรสใดซื้อติดมือกลับบ้านได้เลย สาวๆ นักช็อป มองหาร้าน Yu Nakagawa ขายผลิตภัณฑ์สิ่งทอต่างๆ ทั้งกระเป๋า รองเท้า ของที่ระลึก ฯลฯ ซึ่งยังคงรักษาวิธีการทอผ้า Nara Sarashi หรือการทอผ้าด้วยมือแบบดั้งเดิมของนาราไว้ไม่เปลี่ยนแปลงมากว่า 300 ปี โดยบริษัท Nakagawa Masashichi Shoten ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1716 ผสานเข้ากับรูปแบบสินค้าใหม่ๆ ภายใต้แนวคิด New Japanese Style คนรักข้าวของเครื่องใช้แบบญี่ปุ่นต้องชอบ
WAKAYAMA
SPIRITUAL SACRED
 
ย้อนไปเมื่อ ค.ศ 816 จักรพรรดิญี่ปุ่นถวายพื้นที่บนเขาโคยะซัง (Koyasan) ให้เป็นสถานที่พำนักและปฏิบัติธรรมตามคำขอของอัจฉริยะนักบวชชั้นสูง ท่านปรมาจารย์คูไค (Kukai) ภายหลังจากที่ท่านคูไคกลับมายังญี่ปุ่นและเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน (Shingon Buddhism)นิกายลับที่เน้นการวิปัสสนาเพียงลำพังเพื่อเข้าถึงประสบการณ์ลึกลับเฉพาะตน ซึ่งไม่สามารถสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ตามที่ได้ไปศึกษามาจากพระอาจารย์เคกะ ณ เมืองซีอาน เมืองหลวงของจีนในสมัยราชวงศ์ถังเมื่อครั้งเดินทางไปจารึกแสวงบุญที่ประเทศจีนราว ค.ศ. 804 นับแต่นั้นมาดินแดนในหุบเขาอันห่างไกลจากโลกภายนอกของโคยะซัง บนความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเทือกเขาคิอิ (Kii Mountains) ส่วนหนึ่งของจังหวัดวาคายามา (WakayamaPrefecture) ก็กลายเป็นศูนย์กลางของนิกายวัชรยานและเป็นจุดหมายแสวงบุญที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธไม่เสื่อมคลาย  
1/2
เจดีย์คอนปงไดโท (Konpon Daito) สีแดงสด สัญลักษณ์ซึ่งแสดงถึงนิกายวัชรยาน ตั้งตระหง่านด้วยความสูงถึง 48.5 เมตร อยู่ท่ามกลางหมู่อารามภายในดันโจการัง (Danjo Garan) วัดศูนย์กลางของโคยะซังที่ท่านคูไคลงมือสร้างด้วยตัวเองในช่วงแรกเริ่ม ค.ศ. 819 ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปพระไวโรจนพุทธะ (Vairochana หรือ Dainichi Nyorai ของญี่ปุ่น) พุทธเจ้าองค์ปฐมของนิกายวัชรยานหมายถึงปัญญาอันสูงสุด ล้อมรอบสี่ด้านด้วยพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 องค์แห่งโลกุตระหรือภาวะที่หลุดพ้นแล้วจากโลก อีกทั้งภาพพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ บนเสา 16 ต้น เป็นพุทธศิลป์ที่งดงามจับตานัก แม้ชาวพุทธนิกายเถรวาทหรือหีนยานอย่างเราคนไทยซึ่งมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว อาจมีงงอยู่หน่อยๆ ก็เถอะ ตรงข้ามเจดีย์คือหอมิเอโด (Miedo) เก็บรักษาภาพวาดภาพเดียวของท่านคูไค ฝีมือวาดโดยเจ้าชายชินเนียว (Shinnyo) ลูกศิษย์และทายาทผู้สืบตำแหน่งต่อจากท่าน ซึ่งเปิดให้ชมปีละครั้งในวันที่ 21 มีนาคม อันเป็นวันครบรอบการนิพพานของท่านคูไคในปี 835 และได้รับสมญานามว่าโคโบ ไดชิ (Kobo Daishi) หรือ บรมครูผู้เผยแผ่ธรรมะ ในภายหลัง อาคารไม้หลังใหญ่ตรงข้ามหอมิโดเอคือวิหารกลางหรือคนโด (Kondo) เป็นอาคารหลังแรกที่ท่านคูไคสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่แสดงธรรม นับศตวรรษที่ผ่านมาเคยถูกเพลิงไหม้หลายครั้ง หลังปัจจุบันบูรณะเมื่อ ค.ศ. 1932 พิธีการสำคัญทางศาสนาต่างๆ ของโคยะซังเกิดขึ้นที่วิหารนี้เป็นหลัก
อาณาบริเวณพื้นที่ขนาด 6.3 ตารางกิโลเมตรของโคยะซังมีลักษณะเป็นอ่างรูปทรงคล้ายใบบัว จากด้านตะวันออกไปด้านตะวันตกยาว 6 กิโลเมตร และ 3 กิโลเมตรจากเหนือจรดใต้ เนื้อที่แทบทั้งหมดอุทิศให้กับศาสนา มีวัดตั้งอยู่ถึง 117 หลัง เป็นชุมชนซึ่งมีประชากรอาศัยราว 3,000 คน สมบูรณ์พร้อมด้วยโรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ ร้านค้าและร้านอาหาร ไปมาหาสู่กันแป๊บเดียวก็ถึง ใครชอบเดินชมเมืองดูวัดต่างๆ บอกเลยว่าเป็นไปได้
ชีวิตหลังนิพพานของโคโบ ไดชิ ท่านเชื่อว่าเป็นภาวะนิ่งสงบในการทำสมาธินิรันดร์ ในขณะที่เฝ้าคอย Miroku Nyorai หรือพระพุทธเจ้าในอนาคตองค์ต่อไป พลางให้ความสงเคราะห์แก่ผู้ที่ต้องการไถ่บาปอยู่ที่สุสานคูไค(Kukai’s Mausoleum) ณ สุดปลายทางเดินตลอด 1.9 กิโลเมตรผ่านสุสานโอคุโนอิน (Okuno-in) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโคยะซัง หนึ่งในจุดหมายแสวงบุญศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่นิยมที่สุดของญี่ปุ่น ป่าสนสูงลิบลิ่วอายุหลายร้อยปีเติบโตให้ร่มเงาทั่วบริเวณ สถูปหินจารึกชื่อบุคคลผู้ล่วงลับในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนับศตวรรษ รวมถึงผู้ที่ต้องการได้อยู่ใกล้ชิดกับโคโบ ไดชิ หลังความตายร่วม 2 แสนราย วางตัวเรียงรายไปตามสองข้างทางเดิน ยิ่งสร้างบรรยากาศให้ดูลึกลับวังเวงและเงียบสงัด ทั้งพระสงฆ์มีชื่อเจ้าเมือง ขุนนางศักดินา โชกุน ซามูไร พ่อค้า ยันสามัญชนคนธรรมดาถ้ามาเดินตอนกลางคืนเป็นอันต้องตั้งสติให้มั่น หรือมาตอนหิมะขาวโพลนปกคลุม คงเป็นความงามแสนเหงาที่จับเข้าไปถึงกระดูกดำหลังจากข้ามสะพาน Gobyonohashi สะพานสุดท้ายสุดทางเดิน หอโทโรโด(Torodo) สุกสว่างไปด้วยโคมไฟสักการะแด่โคโบ ไดชิ กว่า 10,000 ดวงไม่เคยดับ ด้านหลังหอคือสุสานคูไคที่ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่มีกฎบังคับห้ามถ่ายรูปอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ก่อนข้ามสะพานมา บวกกับเมื่อปี ค.ศ. 2004 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนโคยะซังซึ่งกำลังจะฉลองครบรอบ 1,200 ปีในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้า ให้เป็นมรดกโลกในฐานะเส้นทางและสถานจาริกบุญอันศักดิ์สิทธิ์แห่งเทือกเขาคิอิ (Sacred Sites and Pilgrimage Routes in the Kii Mountain Range) ทำให้อดเผลอคิดในใจไม่ได้ว่าบรมครูผู้เผยแผ่ธรรมะท่านนี้ ยังมีชีวิตอยู่จริง